กลไกการสะท้อนแสงของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และการปล่อยคลื่นอินฟราเรดของโลก




เมื่อพลังงานจากดวงอาทิตย์ผ่านทะลุผ่านชั้นบรรยากาศ มาตกกระทบพื้นผิวโลกจะเกิดปฏิกิริยาหลักขึ้น 3 อย่างคือ

การสะท้อนพลังงาน (Reflection)
การดูดกลืนพลังงาน (Absorption)
 การส่งผ่านพลังงาน (Transmission) 





การสะท้อนพลังงาน (Reflection) เป็นปฏิกิริยาที่สำคัญที่สุด เพราะ Remote Sensing ส่วนมากจะบันทึกพลังงานที่สะท้อนจากวัตถุ
ช่วงที่ตามองเห็น 0.4-0.7 micron
ช่วงอินฟราเรด 0.7-3.0 micron ซึ่งจะแปรผันตามองค์ประกอบดังนี้ - ลักษณะพื้นผิววัตถุ - สภาพแวดล้อมที่อยู่รอบข้าง (สภาพอากาศ, ภูมิประเทศ, อุณหภูมิ) - มุมตกกระทบของแสง - ความสามารถและอัตราการสะท้อนแสงของพื้นผิวผิววัตถุ

พลังงานที่ตกกระทบและสะท้อนกลับเกิดขึ้นได้ 3 แบบ 
1. การสะท้อนกลับหมดในทิศทางตรงกันข้าม (Specular reflector)


พื้นผิววัตถุมีลักษณะราบเรียบ
พลังงานที่ตกกระทบมีช่วงคลื่นยาว ทาให้ภาพที่ปรากฏมีลักษณะค่อนข้างเรียบ
มุมที่พลังงานสะท้อนกลับจะเท่ากับมุมที่ตกกระทบวัตถุโดยเทียบกับแกนตั้งฉากบนระนาบเดียวกัน

2. การสะท้อนแบบกระจาย (Diffuse or Lambertain reflector)

พื้นผิววัตถุมีลักษณะขรุขระ
พลังงานที่ตกกระทบกับวัตถุจะมีช่วงคลื่นสั้นกว่าความสูงของพื้นผิววัตถุ หรือความขรุขระของวัตถุ
มีการสะท้อนพลังงานหลายทิศทาง ที่มีการกระจายแบบสม่ำเสมอ


3. การสะท้อนพลังงานแบบผสม (Scattering)

เกิดกับวัตถุตามธรรมชาติ เช่น คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากระทบกับอนุภาคที่อยู่ในอากาศ (ก๊าซ, ไอน้า)
มีลักษณะการสะท้อนแบบสะท้อนกลับหมดในทิศทางตรงกันข้ามและการสะท้อนแบบกระจายผสมอยู่ซึ่งการสะท้อนพลังงานในลักษณะนี้ จะมีทิศทางไม่แน่นอน

แหล่งที่มาของข้อมูลและภาพ
http://www.cssckmutt.in.th/cssc/cssc_classroom/Solarenergy/Assignment/SolEn54/SolEn54_Pre/2_Remote%20sensing(PPT).pdf

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น